ยินดีต้อนรับสู่ บล็อก ศน.ปลาทอง ติดต่อประสานงานได้ที่ 08-545-949-55นะคะ

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข้อคิด ดีดี จาก...น้ำท่วม...

วันนี้ได้รับ FW mail จาก คุณครูที่น่ารักส่งภาพคลายเครียดจากเหตุการณ์น้ำท่วมมาทาง อีเมล์

ภาพน้ำท่วมทำให้ได้แง่คิดดีดีหลายอย่าง เหมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองในแง่บวกหรือ แง่ลบ  ได้รับรู้ข่าวสารในแง่ลบมาก็มากแล้ว ยอมรับว่ารู้สึกเห็นใจ และเข้าใจความรู้สึกของผู้สูญเสีย พลัดพรากจากสิ่งที่ตัวเองรัก อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะประสบกับภาวะวิกฤตเช่นไร ถ้ามองในแง่บวกอาจจะเจอข้อคิดดีดี ดังเช่นที่ดิฉันอ่านเจอจาก website แห่งหนึ่ง ยังคิดชื่นชมผู้เขียนเรื่องนี้เลยว่า ไอเดีย เจ๋งจริงๆ อ่านดูนะค่ะ

ข้อคิด ดีดี จาก...น้ำท่วม...



- คนมีอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้างรายวัน ไร้คนเห็นใจ…อยู่ๆ ก็กลายเป็น คนที่มีคุณค่า ที่คนในหมู่บ้านต้องการตัวมากที่สุด…แย่งกันจองตัว จองคิว กันให้วุ่น เพื่อจ้างให้ไปก่ออิฐแนวกั้นน้ำที่บ้าน
- หลายพวก หลายคู่ ที่ชกต่อยกัน ปากแตก ตาเขียว ฟันหัก เพื่อแย่ง “ทราย” …..แต่แล้วน้ำก็ท่วมมิดหลังคาบ้าน ทั้งคู่


- มีบางครอบครัวที่อยู่ๆ ก็หันมาประกอบอาชีพขายกระสอบทราย ขายกันกระสอบละ 50-60 บาท (จากปรกติ 20-25 บาท) ทำกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ (ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า กระสอบทรายที่นำมาขายได้ผ่านการใช้งานมาแล้ว บางกระสอบมีตราของ กทม./อบต. ติดอยู่….และจะพบว่ากระสอบทรายของหมู่บ้าน หรือชุมชนใกล้เคียง ที่ทางราชการเอามากั้นน้ำไว้ ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย…
- น้ำท่วม ก็รู้อยู่แล้วว่าทุกข์…แต่เหนือกว่าความทุกข์นั้น ก็คือ ทุกข์ ที่ไม่รู้ว่า “สุขาอยู่หนใด”


- หลังจากน้ำลด และเข้าสู่ภาวะปรกติแล้ว…หลายๆ คนจะพากันสำเร็จวิทยายุทธ “วิชาตัวเบา” หลังจากการอยู่อาศัย และเดินไปมา “อยู่บนหลังคา” เป็นเวลาแรมเดือน และบางคนอาจจะ “สำเร็จวิชาวานร” จากการอาศัยอยู่บนต้นไม้ (ไม่ต้องถ่อไปเรียนถึงวัดเส้าหลิน ที่เมืองจีน)
- คนจาก 2 ชุมชน ยกพวกมาเจอกันตรงจุด(ไม่)เกรงใจ มึงรื้อ กูกั้น มึงท่วมน้อย กูท่วมมาก…เถียงกันไป เถียงกันมา ชกต่อย ยิงกันตาย…ท้ายที่สุด “ท่วมมิดหลังคาบ้านเท่ากันหมด”


- ถ้าเข้าไปตรวจที่บ้าน ของพวก “เวียนเทียน รับสิ่งของบริจาค” จะพบว่าเป็น 7-11 กลายๆ (เยอะแยะเต็มบ้านจนไม่มีที่จะนอน สามารถตั้งเป็นร้านค้าได้เลย)…หน้าเดิมๆ เอาทุกรอบ เอาจากทุกคันรถ (แบบว่า ถ้าน้ำท่วมขังนานถึง 1 ปี ก็ยังมีของกิน ของใช้ อยู่ได้อย่างสบายแฮ แถมยังมีบางพวกเอาของบริจาค ถุงยังชีพ มาเร่ขายต่อ)…ส่วนพวกที่ไม่ได้รับ หรือของบริจาคเข้าไปไม่ถึง หรือจะได้ที ก็ต้องถูกโยนลงมาจาก ฮ. บ้างจำเป็นออกมาพักอยู่ที่ศูนย์อพยพ…ขืนอยู่ต่อ อดตาย ชัวร์


- ไอเดีย ดีๆ ปรากฎขึ้นในยามยาก ถึงแม้อาจจะมาช้าไปนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเลย ขอขอบคุณครับ…สำหรับ ส้วมฉุกเฉิน เสื้อชูชีพทำจากขวดน้ำเปล่า ฯลฯ …ก่อนหน้านั้น ก็ ชิวๆ กันในน้ำให้ปลามันตอดเล่นๆ…และก็จมน้ำตายไปแล้วหลายคน เพราะไม่มีเสื้อชูชีพ
- ขอขอบคุณสำหรับไอเดีย ที่ชาร์ตโทรศัพท์มือถือ แบบเคลื่อนที่ (แบตมีเต็ม สัญญาณแรงดี…แต่ไม่มีที่ๆ จะให้ซื้อบัตรเติมครับ…ถ้ามี 7-11 แบบเคลื่อนที่ก็จะดีมิใช่น้อย)


- คนส่วนใหญ่ไม่มีเงินสดติดตัว เพราะพากันถือแต่บัตร ATM และบัตรเครดิต…ส่วนตู้กดเงิน จมอยู่ใต้น้ำหมดแล้ว
- คนกรุงเทพฯ ไม่ขับรถไปเที่ยวห้าง เพราะไม่มีที่จอดรถ (ที่จอดเต็มหมดแล้ว) และรถก็ติดน้อยลงเพราะ ถูกเอาขึ้นไปไว้ที่สูง หรือไม่ก็เอาไปไว้ต่างจังหวัด ที่น้ำไม่ท่วม….ช่วงนี้ถนนโล่ง

- จระเข้หลุดเพ่นพ่าน เป็นสัจธรรม ที่อยู่คู่กับน้ำท่วม…นอกจากจะเสียวกับเรื่องระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังมีโปรโมชั่นเสริม Plus+ กับเรื่องของจระเข้อีก…ยังดีที่ว่า ประเทศเราไม่มีปลาปิรันย่า อาศัยอยู่ตามลำคลอง เหมือนแม่น้ำอเมซอน…ถ้ามีล่ะก็ จะเพิ่มความ เร้าใจ ยิ่งขึ้นไปอีก

- ไม่ใช่แมวอย่างเดียว ที่กินบนเรือนขี้บนหลังคา เพราะ ตอนนี้ หมามันก็ขี้บนหลังคาเหมือนกัน

- น้ำท่วม มาถูกช่วงเวลาพอดีของโครงการรับจำนำข้าว……เอาแค่โรงรับจำนำธรรมดา ก็ยังไม่มีอะไรจะไปจำนำแล้ว เพราะของจมน้ำหมด

- คำพูดที่ว่าอาการ “สิ้นเนื้อประดาตัว” เป็นอย่างไร มีตัวอย่างให้เห็นเพียบ
- ถ้าจะเปลี่ยนชื่อ โครงการ ‘รถคันแรก’ เป็น ‘เรือลำแรก’ คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ แบบถล่มทลาย

- และ ถ้าจะเปลี่ยนชื่อ โครงการ ‘บ้านหลังแรก’ เป็น ‘บ้านลอยน้ำได้หลังแรก’ …ยอดจอง คงทะลุเป้าเป็นแน่แท้
- ครอบครัวข่าว ของช่อง 3 กลายเป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่มีบทบาท โดดเด่น ได้ใจชาวบ้านอย่างเราๆ อย่างมาก (แล้วที่เหลือไป อยู่ไหนหมดอะ)


- ตอนหมู ถูกน้ำท่วม กำลังจะตาย น่าสงสารมาก (ลองเปลี่ยนเป็นคนมั่งสิ ที่ถูกขังอยู่ในกรง โผล่แต่ปากออกมาหายใจ พะงาบๆ…แล้วมีหมู พากันมายืนดูคนกำลังจะจมน้ำตาย……หัดคิดถึงการ เอาใจเขา มาใส่ใจเราบ้างสิ)
- เวลาฉุกเฉิน ยามเป็นยามตาย ตอนคันกั้นน้ำกำลังจะแตก…2 สีเสื้อ ก็สามัคคี ร่วมแรง ร่วมใจ รวมพลัง ช่วยกันอย่างแข็งขัน
- คำตอบของคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบที่ว่า “ไหวครับ ยังรับได้สบายครับ ไม่มีทางพังครับ เอาอยู่ครับ กำแพงกั้นน้ำของผมแข็งแรงยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีน”…บัดนี้ คำตอบนั้น เราก็ได้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา


- ประเทศของเราเป็นประเทศที่มีหมอดูมากมาย หลายสำนัก เก่งๆ กันทั้งนั้น ทั้งฟันธง ทั้งคอนเฟิร์ม ไฮเทค ฯลฯ….แต่มีสักคนไหม? ที่ทำนายว่า น้ำจะท่วมบ้าน ท่วมเมืองสาหัส หนักขนาดนี้ (ถ้าแม่นจริง จะได้เตรียมตัวทัน ตั้งแต่ 3- 4 เดือนที่แล้ว)….พอเสียที…กับคำนายแบบ หว่านแห “พรุ่งนี้คุณตื่นนอน ผมทำนายว่าคุณต้องเข้าห้องน้ำไปปัสสาวะเป็นอันดับแรก”
- ส.ส. ที่กากบาทเลือกมา ตอนมาเดินขอคะแนนเสียง เคาะประตูบ้าน ยกมือไหว้สวยยิ่งกว่าลูกยกมือไหว้พ่อเสียอีก เมื่อตอนช่วงเลือกตั้ง 3 เดือนที่แล้ว…ตอนนี้ได้หายไปแล้วกับสายน้ำ…หายหัวไปเลย
- หนึ่งในคนที่ควรนิยม คือคุณตัน โออิชิ…วันนี้คุณอาจจะล้มลง แต่วันข้างหน้า พวกเราจะช่วยประคับประคอง และเป็นกำลังใจช่วยให้คุณลุกกลับขึ้นมาอีกครั้ง และพวกเราจะยังคงอุดหนุนสินค้าของคุณต่อไป…น้ำชาเขียวโออิชิ ขวดละ 20 บาท ที่พวกเราจ่ายไป วันนี้เรารู้แล้วล่ะครับว่า เงินส่วนหนึ่งในนั้น มันได้ถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม…อยากให้ประเทศนี้มี คนอย่างคุณ เยอะๆ

-- อย่าเอาคนไทยไปเปรียบกับคนญี่ปุ่น…ดินแดนสยามแห่งนี้ คนสะกดกันไม่ค่อยจะเป็นสำหรับคำว่า “เข้าคิว” … ถ้าตบตี แย่งชิงกัน เป็นเรื่องที่จะถนัดกว่า …ผู้หญิง จะออกแนวเรยา ด่าทอ ส่วนผู้ชายจะออกแนว บู้ล้างผลาญ สิงห์ปืนโหด (แล้วมันก็ตายกันทั้งคู่)



- หลายครอบครัวที่เคยห่างเหินกับพระพุทธศาสนามาก่อน ยามนี้ก็ได้มีความใกล้ชิดกับ
พระพุทธศาสนามากขึ้น…กับการ กินนอน อยู่ในวัด


วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ทิศทางการจัดการศึกษา ปี 2555

ช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอม คุณครูคงมีเวลาพักผ่อนอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ดิฉันได้ทราบข่าวจากคุณครูหลายๆท่านว่าช่วงปิดเทอมต้องฝึกซ้อมนักเรียนเตรียมเข้าร่วมการแข่งขันงานมหกรรมวิชาการในเดือนพฤศจิกายน 2554 นี้
 (ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ)     
                                           
ในส่วนงานที่ดิฉันรับผิดชอบตอนนี้ค่อนข้างมีเวลาว่าง ไม่ได้ออกนิเทศ ฯโรงเรียน เนื่องจากอยู่ระหว่างปิดภาคเรียน ช่วงนี้จึงมีเวลาติดตาม อ่านข่าวและความเคลื่อนไหวด้านการศึกษาผ่านทางเว็ปไซต์ต่างๆเพื่อให้รู้เท่าทันเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 วันนี้อ่านเจอข่าวเกี่ยวกับทิศทางการจัดการศึกษา ปี 2555 จึงนำมาลงไว้ที่ blog เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการเตรียมตัว และวางแผนการดำเนินงานด้านการศึกษาต่อไป
 
กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ กรอบแนวคิด เป้าหมาย ประเด็นยุทธศาสตร์ กลไลการขับเคลื่อน เพื่อ ให้เกิดภาวะรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทิศทางการจัดการศึกษา ปี 2555 ซึ่งล่าสุดได้มีการประชุม องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ดังนี้


วิสัยทัศน์
ภาย ใน ปี 2555 กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นองค์กรหลักที่ทรงประสิทธิภาพในการผลิตและพัฒนาทรัพยากรบุคลากรของชาติ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมให้กับประเทศ ด้วยฐานความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของประเทศ

พันธกิจ
พัฒนา ยกระดับ และจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถให้ประชาชนได้มีอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ที่มั่งคั่งและ มั่นคง เพื่อเป็นบุคลากรที่มีวินัย เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม
กรอบแนวคิด
1. คำนึงถึงศักยภาพและบริบทรอบๆ ตัวผู้เรียน
2. พัฒนาและยกระดับองค์ความรู้และกระบวนการเรียนการสอนให้ทัดเทียมอารยะประเทศ ด้วยการบริหารจัดการและเทคโนโลยีสมัยใหม่
3. มุ่งสู่เป้าหมายของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับศักยภาพในการทำงานให้กับบุคลากรคนไทย ให้แข่งขันได้ในระดับสากล

เป้าหมาย
2 กรอบระยะเวลาของแผน หมายถึง ช่วงเวลาในการดำเนินงานตามแผน ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่
2 ปี แรก หมายถึง พ.ศ. 2555-2556 (2012-2013) และ
 2 ปี หลัง หมายถึง พ.ศ. 2557-2558 (2014-2015) (AEC 2015)
5 ภูมิภาคหลักของโลก หมายถึง ทวียุโรป ทวีปอเมริกา ทวีปออสเตรเลีย ทวีปแอฟริกา เพื่อให้ คนไทย “รู้ศักยภาพเขา”
5 ศักยภาพหลักของพื้นที่ หมายถึง ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของพื้นที่ตามหลักภูมิอากาศ ศักยภาพของภูมิประเทศ และทำเลที่ตั้งของแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ และศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละพื้นที่เพื่อให้คนไทย “รู้ศักยภาพเรา”
5 กลุ่มอาชีพใหม่ หมายถึง กลุ่มหลักสูตรใหม่ด้าน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชย กรรม ความคิดสร้างสรรค์ และด้านอำนวยการ บริหารจัดการและการบริการ เพื่อให้คนไทยสามารถปรับตัว “เท่าทัน และแข่งขันได้”

ประเด็นยุทธศาสตร์
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การปรับตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน/ประชาคมโลก
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาสถานศึกษาและองค์ความรู้
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมืออุปกรณ์
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาครูทั้งระบบ
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาศักยภาพผู้เรียน
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 การวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 7 การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 8 การส่งเสริมการมีงานทำ
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 9 การบริหารจัดการกลยุทธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ


โครงการสำคัญ (Flagship)
1. โครงการกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู
2.ครงการกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (กรอ.)
3.ครงการกองทุนตั้งตัวได้
4.ครงการครูคลังสมอง
5. โครงการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ
6. โครงการวิจัยศักยภาพพื้นที่
7. โครงการปฏิรูปเงินเดือนและค่าตอบแทน
8. โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
9. โครงการพัฒนาผู้นำตามธรรมชาติ
10.โครงการเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
11.โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน
12.โครงการเทียบระดับการศึกษา
13.โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต
14.โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน
15.โครงการถ่ายทอดผลงานวิจัย
16.โครงการมัธยมศึกษาเชิงปฏิบัติการ
17.โครงการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมโลก
18.โครงการพัฒนาระบบบริหารวิสาหกิจเพื่อการศึกษา
19.โครงการพัฒนาการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
20.โครงการโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

กลไลการขับเคลื่อน
การเผยแพร่ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจใน 5 ภูมิภาค โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ต.ค. – พ.ย. 54)
การจัดทำสื่อเผยแพร่ทุกรูปแบบ (ต.ค. 54 – ก.ย. 55)
การพัฒนาบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการทุกระดับทั้งในและต่างประเทศ
การติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน เลขาธิการสภาการศึกษาเป็นเลขานุการ

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มากินเวลากันเถิด

วันนี้ช่วงเช้าได้อ่านหนังสือเรื่อง เมื่อผู้หญิงอยากเป็นใหญ่ ของ ดร.จรวยพร  ธรณินทร์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการนักบริหารหญิงในดวงใจของข้าพเจ้า หนังสือเล่มนี้ได้ยืมมาจากห้องสมุดฯ อ่านแล้วประทับใจและได้ข้อคิดเตือนใจตนเองหลายๆอย่าง จึงคิดจะซื้อมาเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวโดยเฉพาะเรื่องการบริหารเวลาอ่านแล้วโดนใจเป็นพิเศษ เพราะตัวของข้าพเจ้าเองมักจะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบมากก่อนเป็นอันดับแรก ( บริหารเวลาผิดพลาดมามากแล้ว วันนี้จะเริ่มต้นใหม่) คนเราต้องรู้จักการวางแผน ลำดับความสำคัญของงาน งานใดสำคัญควรรีบดำเนินการก่อน งานใดที่สำคัญรองลงมาค่อยดำเนินการตามลำดับ

            ข้าพเจ้าจึงจัดการบริหารเวลาใหม่ คือ ต้องห่างหายการเขียน blog นี้ ก่อนสักระยะ เนื่องจากต้องทำภารกิจที่สำคัญนั่นคืออ่านหนังสือเตรียมสอบ การเขียน blog เป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างจะชอบเป็นอย่างมากเพราะเป็นเหมือนการเขียนบันทึกไดอารี่ประจำวันออนไลน์ ที่ถ่ายทอดไปยังผู้อ่าน  ทั้งนี้ถือเป็นการร่วมแลกเปลี่ยน ความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ ซึ่งดีกว่าเก็บไว้อ่านคนเดียวเหมือนกับเขียนไดอารี่ส่วนตัวในสมุดบันทึกเหมือนเมื่อก่อน

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องตัดใจสักพัก เอาไว้สอบเสร็จเมื่อไรค่อยมาเขียนอีก คาดว่า
หลังวันที่ 12 ตุลาคม 2554 คงมีเวลาว่างแล้ว เพราะช่วงตุลาคมไม่ได้ออกนิเทศ ติดตาม ฯ ( โรงเรียนอยู่ในช่วงปิดเทอม ) ข้าพเจ้าคงพอมีเวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากขึ้น
           ช่วงเดือนตุลาคมจึงวางแผนเอาไว้หลายอย่าง  ดังนี้
1. ฝึกทำ website
2. ฝึกตัดต่อภาพ หนัง คลิป
3. ฝึกใช้โปรแกรม Photoshop
4. ศึกษาภาษาอังกฤษเพิ่มเติม
5. อ่านหนังสือที่ซื้อมาเก็บไว้หลายสิบเล่มแต่ไม่มีเวลาอ่านซะที
6. อื่นๆ

ช่วงเย็นมีโอกาสโทรศัพท์ไปคุยกับคุณแม่เรื่องต่างๆ ได้กำลังใจขึ้นมาเยอะ แม่บอกให้อดทน เรียนต่อ ป.เอกให้จบพร้อมกับน้องสาว อย่าเพิ่งท้อแท้ซะก่อน (ข้าพเจ้าเคยบ่นกับน้องสาวว่าอยากพักเรื่องเรียนไว้ก่อนเพราะห่วงเรื่องงานมากกว่าเรื่องเรียน) ขอบพระคุณแม่ผู้คอยห่วงใยและเป็นกำลังใจให้ลูกอยู่เสมอ ขอบพระคุณพ่อผู้จุดประกายทางความคิดและกระตุ้นให้ลูกๆเห็นความสำคัญของการศึกษาเล่าเรียนมาโดยตลอด ขอบคุณ Mr.โอเลย์ คู่ชีวิตที่แสนดี คอยดูแลและอยู่เคียงข้างข้าพเจ้าเสมอมา แม้ว่าตัวของข้าพเจ้าไม่ค่อยมีเวลาดูแลอย่างใกล้ชิดเหมือนกับคู่รักอื่นๆ


ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่คอยปกป้อง คุ้มครองตัวของข้าพเจ้า
ให้แคล้วคลาดปลอดภัย
มีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี ตอบแทนสังคมและประเทศชาติต่อไป


ป.ล.ขอแนะนำหนังสือดีมีประโยชน์ที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน
โดยเฉพาะคนในวงการการศึกษา หรือข้าราชการ
เป็นหนังสือของ ดร .จรวยพร  ธรณินทร์ อีกหนึ่งเล่มค่ะ